When my dream no longer exists...

posted on 30 Sep 2011 07:50 by mshotpot

 

I DO NOT want to do this any more!

 

It was my dream before I actually started uni.

 

I love animation,

 

I love its world ,

 

and I love when my characters moved on the screen...its like my baby started walking and the whole world just stopped for a few second.

 

But to get there is not that simple

 

after 3 year has passed, I has realised

 

This is not the right position for me, and I cannot sacrify anymore pieces of my life for it.

 

There are too many invisible rules in animations...Rules that I could not see but always hit me ardently.

 

Animations depend on the audience and the judges.

 

I deeply miss my literal world, missing those letters, words and complicated sentences... missing those charming stories...

 

Animationis like a boyfriend who you never get along with but you love him too much to leave...

 

if thats true. I think I now love him less and less...all I have to dois wait...untill that day has come, and I will be ready to leave you,my beloved animation.

 

Ps. Mum, I really am sorry, I think I would let you down :'( I love you.xxx

edit @ 30 Sep 2011 08:02:10 by Miss Hotpot

edit @ 30 Sep 2011 08:38:03 by Miss Hotpot

'Being Blind'

posted on 20 Aug 2010 01:42 by mshotpot

     My new alarm clock, on the bedside table, started to ring at 8 o’clock in the morning. I got my head up to have a look at the alarm but I could not see anything, it was so dark and blurry like a TV without any signal. The alarm clock annoyingly kept ringing louder and louder!

     ‘I have to do something. I can’t just let this last forever.’ said I to myself.

      I started to swing my hand randomly to every single possible direction. I knew it was on the right hand side as usual. Before I got anymore furious, my hand had finally touched the hard round object, about the side of green apple, feeling very familiar. I gave a few thumps on a green button above the dial and it was finally stopped. There was only the small sound of traffic remained in the room. I turned myself over and over but could no longer sleep.

     I decided to get up and wanted to start my usual routines but being blind like this is even harder than what I expected. I walked clumsily in my own bedroom and ended up kicking a wardrobe accidently. I distressingly grasped my foot. I could feel the warm tears filling up in the eyes.

     ‘It’s really not my day, but I cannot give up’ rumbled I to myself again.

     With my very best try, I eventually got into a kitchen right beside my bedroom. It was the fairly big kitchen for 4 people sharing. It was painted with light cream…well, even thought I was not able to see it right now, I got it all from my pretty explicit memory.

     I took 3 steps away from the door, thought this should be about at the middle of the room.

    ‘If I turn right for a bit, I shall definitely find the fridge!’ cried I to myself happily.

     I, therefore, took another 2 long steps and

     ‘Oopss…!’

     My face smashed directly at the front of the freezer.

     ‘How silly I could be…’ thought once again to myself.

     My eyelid was about to open and I now could see the whole kitchen very clearly. The sun shined through a pair of windows into the kitchen making it even brighter. And the most incredibly stupidest thing of the day was I who has forgotten to open my eyes!

อ่านแล้วช่วยคอมเม้นต์หน่อยนะจ๊ะ เรื่องสั้นได้ใจมาก เพราะเขียนแค่ 20 นาที =o)

 

edit @ 20 Aug 2010 01:48:28 by MsHotpot

ตั๋วรถไฟ

posted on 30 Apr 2009 03:37 by mshotpot

 

เคยสั่งจองตั๋วรถไฟโดยไม่ต้องเดินไปซื้อถึงสถานีกันบ้างไหม

เค้าว่ากันว่า ไม่ต้องเสียเวลาไปยืนรอคิว ประหยัดเงินไปกว่า 39%จากราคาปกติ

แค่เข้าไปในเวบไซด์ กรอกทุกสิ่งทุกอย่างลงไป ตามด้วยบัตรเครดิต

ไม่เกินสิบนาที ตั๋วรถไฟราคาย่อมเยาว์ก็มาอยู่ในมือคุณๆทั้งหลาย ในรูปแบบของรหัส ให้ไปกดรับที่เครื่องรับตั๋วหน้าสถานี โอ้โหห อะไรมันจะกอร์เจียส ขนาดนี้นะ

 

แล้วเราก็เป็นคนหนึ่่งที่เลือกจองตั๋วรถไฟ

เพราะประหยัดทุกอย่างที่ว่ามา ยกเว้นการทำงานของสมองที่ต้องคิดมากขึ้น

ทุกอย่างราบรื่น สงบปกติดี

เราก็เดินไปรับตั๋วที่สถานี ต้องมีทั้งหมด3ใบ ใบจอง ตั๋ว และใบเสร็จ

เราก็กดรหัสอย่างมั่นใจ แต่แล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

ตั๋วไหลออกมาสองใบ มันก็โอเคใช่ไหมล่ะ ตู้มันคงประหยัดกระดาษเลยไม่ออกใบเสร็จให้

 

3วันผ่านไป เราเตรียมของพร้อมออกเดินทาง

สุดท้่ายหยิบตั๋วออกมาอ่าน

มันเขียนในใบแรก ใบจองตั๋ว ส่วนอีกใบ สรุปว่าเป็นใบเสร็จ............เอ่อออออออ

ก็แบบว่าอยากจะกรี๊ดออกมาเป็นภาษาเขมรอย่างจริงจัง

 

แล้วไงล่ะ สุดท้ายก็ต้องซื้อตั๋๋วใหม่

เปลืองเงิน เปลืองเวลา เหนื่อยใจ เซงเป็ด

เราว่ารูปนี้อ่ะ เค้าน่าจะเอา 100%-39%+100% ; payment = 161 %

เป็นคุณแกะแหละ ดีที่สุดแล้ว....................เนอะ

 

ตู้รับตั๋วเฮงซวยยย........คิดถึงรถไฟฟ้าเมืองไทยจัง อิอิ

 

 

edit @ 30 Apr 2009 23:18:37 by MsHotpot

edit @ 1 May 2009 02:19:57 by MsHotpot

ความ "เคย" น่าเบื่อ

posted on 12 Apr 2009 11:06 by mshotpot

 น่าเบื่อ แทบไม่มีวันไหนเลยที่เราไม่พูดคำนี้

โอ๊ยยยย  มาอีกแล้วการบ้านนนนน รายงาน โปรเจค น่าเบื่อออ

 เลคเชอร์ 9 โมงเช้า ต้องตื่นเช้าอีกและ  เน่าเบื่อออออ

ติวเตอร์คนนี้อีกแล้ว จู้จี้จุกจิก เซงๆๆ

วันนี้วันเกิดอาม่าโฮส  ต้องกินข้าวพร้อมกันทุกคน ห้ามกลับบ้านช้า เอ่ออ

 เหมือนเป็นฉากที่วนอยู่ในชีวิตซ้าซาก ไม่จบสิ้น

 

นี่ เป็นชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนของเราปีที่แล้ว

ครั้งแรก ที่ต้องใช้ชีวิตตามลำพังในประเทศที่อาหารรสชาติเหมือนน้ำล้างถ้วย แต่ราคาแพงโลกแตก

มันทำให้เรารู้ว่ากลับมาเราจะกินแต่อาหารไทยทุกวัน

ครั้งแรก ที่ต้องมาอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จัก พูดคนละภาษา อย่างเป็นครอบครัว

ทรมาน และ เบื่อมากกกกกกกกกกกกกก

แต่ในความโคตระเบื่อนี้ มันทำให้เรามีความอดทนสูงขึ่้นได้อย่างไม่น่าเชื่ออออ

แล้วในที่สุด หนึ่่งปีก็ผ่านไป ไวกว่าตดอีก.......ได้กลับบ้านแล้ว โล่งดีจริงๆ 555

 

มาถึงตอนนี้่ เดือนที่หก กับชีวิตอิสระติสแตก(?) ในมหา'ลัย รู้สึกได้ชัด เวลาผ่านไปเร็วมากจริงๆ

 มันทำให้เราเห็นความเหมือนกันในความแตกต่่าง

ที่เหมือนกันคือ อิสระที่มีอยู่มากเหลือเกิน ในมหาลัย  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา ไม่มีใครมาคอยบังคับ ควบคุมความประพฤติ ความกดดันเป็น 0! ซึ่งคือ ชิวมากกกกกกกกกค่ะ

เผลอแปปๆ ก็วันหยุดอีสเตอร์อีกสามอาทิตย์ เอ่อ คือ เหมือนเพิ่งจะผ่่านคริสมาสมาเองอ่ะ หยุดอีกละ 5555+

relax กันอีกแล้ว ยังไม่ทันได้เครียดเลย เราเลยถือโอกาสที่หยุดโคตรยาวนี้่กลับมาเยี่ยม รร เก่า

ที่เคยบ่นว่า น่าเบื่อมากมาย อยู่ทุกวัน

พอมาสัมผัสบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคยเข้าจริงๆ

 มันแปลกมากที่จากความน่าเบื่อ วันนี้มันเปลี่ยนเป็นความคิดถึงไปแล้ว

เหมือน อิ่มใจ ได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังเก่า  ภูมิใจที่ผ่านมันมาได้ทำให้มีวันนี้

และแน่นอนว่า รู้สึก ทำไมฉันแก่จังวะ 5555555+

 

บรรยากาศความเร่งรีบ กึ่งเดิน กึ่งวิ่งของเด็กทั่วตึกเรียน เรารู้สึกได้ถึงความกังวล

ประมาณว่า เฮ้ย จะทันไหมวะ คาบนี้เนี่ย

เป็นการตื่นตัว ต่อความกดดันรอบตัวที่เราเองเคยมีอยู่มากมาย

เหมือนความรู้สึกที่ขาดหายไปนานกว่าหกเดือนกลับคืนมา เฮ้ออออออออ

 

ฉันกลับมาเยี่ยมเธอแล้ว "ความน่าเบื่อ"

พอฉันไม่มีเธอ ได้รู้แล้วว่า การอยู่อย่างล่องลอย กับความเป็น independent ที่มีอยู่มากเกินไป ก็น่าเบื่อเนอะ

เพราะเราอาจไม่มีจุดมุ่งหมาย และความสำเร็จน่ะสิ อิอิ ^^''

 

 

 

 

 

 

แล้ววันนี้ก็มาถึง

 วันที่เราจำเป็นต้องเดินทางออกนอกเมือง ทั้งๆที่มีเรียน

เอ๊ะ แต่จะเรียกว่า "โดด" ก็ไม่ได้หรอกนะ เพราะเราเป็นเด็กดี ฮ่าๆๆ

ทุกอย่างดูราบรื่นดี ตั้งแต่ตื่นนอนตรงเวลาตอนเช้า555 เป็นเรื่องมหัศจรรย์นะเนี่ย

จากนั้นก็เตรียมตัว โกย  ข้าวโอ๊ตต้ม ไส้หรอก ขนมปังชุบไข่ทอด บีนส์ นม กาแฟร้อน ลงกระเพาะขนาดกะทัดรัด

เดินออกจากหอนอน ไปยังสถานที่นัดหมาย

ดีใจอย่างที่สุด ที่ไม่ต้องเดินทางอโลน  มีพี่สาวสุดห้าวใจสปอร์ตอาสาไปเป็นเพื่อนด้วย ซึ้งค่ะ ขอบคุณนะคะ

เราเชือว่ามันคงไม่บ่อยนักที่จะมีใครยอมเสียสละ โดดเรียน เสียเงิน เสียเวลา นั่งรถไฟไปเป็นเพื่อนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของคนอื่น

รู้สึกโชคดีจริงๆที่มีโอกาสรู้จักคนดีๆแบบนี้บนโลก ^^

สองชั่วโมงผ่านไป การเดินทางจบลง ด้วยรถไฟขนาดใหญ่ชะลอตัวอย่างช้าๆและหยุดลงในที่สุด

มาถึงก่อนเวลานัดทำวีซ่าไปประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเบียร์และไส้กรอก

"วีซ่า" ตัวเหตุของการไม่เข้าเรียนวันนี้

จากนั้นก็เดิน เดิน แล้วก็เดิน ไปยังสถานทูต

บ่ายสองโมง ยามหน้าโหดเปิดประตูให้เราเข้าไปข้างใน

จากนั้นก็รอจนรากแก้วงอก  จนถึงคิว

เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเชคเอกสารทั้งหมดของเรา  ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหา

แต่ป่าวหรอก ผ่านไปหนึ่งนาที ชีก็พูดขึ้นว่า หล่อนต้องการจดหมายจากมหาลัยเพิ่มอีกฉบับ

และต้องมีชื่อเราอยู่ในนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะเดินทางไปจริง

โอ้มายกอต อกอิแป้นจะแตกตาย

แล้วถ้าเราจะไม่ไป เราจะมาขอวีซ่าทำแห้วอะไรกัน

เค้าคงกลัวเราไปปล้นแบงค์ที่ประเทศเค้า ทั้งที่เรายังพูดภาษาบ้านเกิดเค้าได้ไม่เกินสองคำ

สุดท้าย เราต้องส่งไปรษณีย์มาใหม่ พระเจ้า เหตุใดท่านจึงกลั่นแกล้งลูกให้ต้องเดินทางไกลด้วยเหตุเช่นนี้

เรากะพี่เดินออกมาจากสถานทูต        เซ็งเป็ด อย่างแท้จริง

จุดหมายต่อไปคือ China Town โหะๆๆๆ ตรงดิ่งไปที่ร้าน 4 Seasons เป็ดย่างขึ้นชื่อ

หุหุหุ กรอบนอก นุ่มใน อย่างแท้จริง

ต้องพยายามกลั้นขำ อย่างแรง เมื่อเห็นฝรั่งพยายามหัดใช้ตะเกียบแต่ไม่แน่ใจนักว่าจะประสบผลสำเร็จ อิอิ

 

หลังจากการชาร์ตพลังด้วยมื้ออันโอชะ  555

ถึงเวลาออกเดินอีกครั้ง คราวนี้เป็นการชอปปิ้งเน้อ หุหุ

เริ่มต้นกวาดตั้งแต่เครื่องชุดคอร์กเทลกะทัดรัดมากันคนละชุด โอ้ว เทพมาก ราคาย่อมเยาว์ด้วย พูดได้ว่า

great value in da cheaper prices o__O!! 

จากนั้นก็ลุยกันเข้าร้านรองเท้าผ้าใบที่พี่เราจับจ้องจะซื้อ  คุณจะแมนไปไหนคะ

แต่สุดท้ายคนที่กระเป๋าตังค์เบา กลายเป็นเรานี่เอง ฮ่าๆๆๆ

เข้าไปร้านรองเท้า แต่ดันไปได้ ผ้าพันคอสีแซ่บ ออกมาแทนซะนี่

พี่เรายังไม่หมดกำลังใจง่ายๆ ชีตามหารองเท้าและกางเกงยีนส์ต่อไป

และแล้วเราทั้งสองก็โดนแรงดึงดูด จากร้าน 'Octopus!' สูบเข้าไปในร้าน

อย่าเข้าใจผิด เราไม่ได้เข้าร้านปลาหมึ่งย่างกะหอยดองนะจ๊ะ

มันเป็นร้านแฟนตาซีที่ขายไอเดีย ด้วยตุ๊กตาหน้าตาประหลาดๆ คนขายก็แต่งตัวเหมือนปลาการ์ตูน

เทอโดดเด่นมากท่ามกลางบรรยากาศแฟนซีๆของร้าน

สุดท้ายเราได้แหนบถอนผมหงอกลายแฟนตาซีกลับไปฝากแม่

แพงมากค่ะ แต่เอาเหอะ เพื่อแม่5555

กระเป๋าตังค์เราเบาลงอีกแล้วล่ะ....

หลังเดินออกมา ลูกตาตั้งสี่ดวงก็ถูกเตะด้วยแสงสีและเสียงจากร้าน HMV ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านขายซีดีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองทีเดียว

และแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อ เรากลับออกมาจากนั้นโดยมิได้สูญเสียเบี้ยไปแม้น้อยนิด

 ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องสงสัยไปหรอกจ่ะ เพราะเจ้านายสุดหล่อจากร้านที่เราไปทำงานพิเศษ

เค้าในของขวัญพนักงานที่ยอมไปทำงานวันคริสมาสด้วย VCD Voucher!

ถึงจะไม่ได้เยอะแยะมากมาย แต่เราก็ดีใจนะ

อย่างน้อยได้หนังอีกสองเรื่องไปนอนดูให้ชุ่มปอด อิอิ

เออใช่ เราแวะเข้าร้านหนังสือด้วย ตามประสาเด็กดี...?

ได้ Shakespeare มาเล่มนึง

ความจริงก็ไม่เคยอ่านหรอก และไม่รู้ว่ากลอนภาษาอังกฤษเค้าแต่งกันยังไง

แต่ก็น่าลองอ่านและถูๆไถๆดูนินา

สุดท้ายและท้ายสุดของวัน หลังหย่อนก้นนั่งบนรถไฟขากลับ

 

เราก็เพิ่งรู้สึกว่า เออ คนชอปนี่ความจริงควรจะเป็นพี่เค้านินา แต่กลายเป็นเราถือถุงใหญ่เต็มมือ

และสะพายเป้อีกใบ เอ่อ สภาพคล้ายคนบ้าเล็กน้อย55

 

จริงๆแล้วจุดประสงค์ของทริปนี้มีแค่วีซ่าหรอกนะ ที่เหลือเป็นของแถม

 ถึงภารกิจจะไม่ประสบความสำเร็จเต็มร้อย แต่วันนี้ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว

ถึงแม้มันจะเป็นภาระของเรา ซึ่งที่ความจริงแล้วคนรอบข้างไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเค้า

แต่ก็ยังมีพี่ที่ดี ยอมเสียสละวันที่ยุ่งอยู่แล้ว มาช่วยเรื่องยุ่งๆของเรา

ดีใจจัง  คนดีๆ ทำให้เรามีวันดีๆ

ขอบคุณจากใจจริงๆนะคะ   พี่กบ 555555555

ขอบคุณทุกๆคนที่สละเวลาอ่านนะคะ และขอบคุณทุกความเห็นล่วงหน้าค่ะ

 

PS ถึงแก  ขอเวลาเราหายใจ อีกสักสองสามหน้าเราค่อย เริ่มกลับมาแต่งกลอนกะแกใหม่นะ  ตอนนี้ภาษายังโคม่าเฟร่ย ขอเวลาฟื้นฟู นิดส์นึงนะจ๊ะ   แอบอายนะเนี่ย ภาษาบ้านเกิด ยังเขียนให้ดีไม่ค่อยได้ เหอๆ

PS 2... ลืมบอกไปว่าได้ชิม ขนมปังชิ้นใหญ่ชุ่มฉ่ำไส้หมูแดงด้วยแหละ คนที่นี่คงพยายามเลียนแบบซาลาเปาที่เมืองจีนและดัดแปลงสูตรเป็นขนมปังก้อนใหญ่ เพื่อเอาใจชาวฝรั่ง แต่ก็อร่อยมาก เหมือนที่คิดไว้ ถ้าใครแวะมาที่ China town ของที่นี่ อย่าลืมแวะนะ yummy more than I can say in word hehehe ขอบอก!!!!

 

 

 

 

 

edit @ 21 Jan 2009 07:34:44 by MsHotpot

edit @ 25 Jan 2009 00:50:14 by MsHotpot

ชีวิตคนเรา สั้น เนอะ

posted on 20 Jan 2009 01:05 by mshotpot

ตอนเด็กๆ เราเคยฝันอยากเป็นนักเขียน

แต่ด้วยความที่สมาธิสั้นจุ๊ดจู๋ เขียนไม่จบสักเรื่อง ทำให้ความพยายามของเราหมดลงในช่วงเวลาสั้นๆ

 ความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ประถมปลาย ม ต้น ม ปลาย ทำให้เวลาและการทุ่มเทในงานเขียนลดลง

เราแอบปลอบใจตัวเองอยู่ลึกๆว่า อายุเรายังน้อย คงไม่เป็นไรหรอก ไว้โตกว่านี้ค่อยเริ่มทำก็ยังได้

 ชีวิตของเรา กับ งานเขียนค่อยๆห่างกันในระยะที่เพิ่มมากขึ้นอย่างช้าๆ

ทั้งๆที่ไม่ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่ก็ทำไม่ได้

 ทุกอย่างยิ่งแย่ลงไปอีก เมื่อเริ่มต้นชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยน

 เริ่มจากการที่ต้องอยุไกลบ้านเกิด งานสัปดาห์หนังสือที่ไปไม่เคยขาด ก็ไม่มีโอกาสได้ไป

ซุปเปอร์ฮีโร่ หรือ นักเขียนที่ชื่นชอบ และเคยติดตามเสมอ ก็ห่างไป

รวมถึงกิจกรรมทุกอย่าง ที่เชื่อมโยงกับการเขียน (ซึ่งชอบเกี่ยงกันทำประจำที่ รร ) ก็ไม่มีโอกาสได้ทำอีกแล้ว

พอมีโอกาสกลับไปเยี่ยม รร  เพื่อนๆทุกคนก็จบกันไปหมดแล้ว

เศร้าได้อีกนะเนี่ย ในที่สุดเราก็บินกลับมาที่ "เกาะ" นี้จนได้

เวลาเกือบปีที่นี่ เราใช้ไปเกือบครึ่งกับการปรับตัวกับชีวิตที่น่าเบือ อากาศที่มีแดดออกวันละสามชั่วโมง

สุภาพสตรีแก่ๆที่ชอบจูงสัตว์เลี้ยงสี่ขาออกมาเดินเล่น แม้ยามฝนตก  เชื่อเค้าเลยจริงๆ

เอาเถอะ เป็นอันว่า เรื่องมันมีอยู่ว่า

วันนี้หลังจากที่ทำงาน (ลืมบอกไปว่า เราทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เลยตัวเมืองออกไป)

กำลังเดินกลับบ้าน แบบชิวสุดๆ เพราะเจ้านายอนุญาตให้เลิกเร็ว!

เราก็เจอกับสุภาพสตรีแก่ๆคนหนึ่ง ที่ป้ายรถเมล์ โดยปราศจากเชือกจูงสัตว์เลี้ยงในมือ

 มีเพียงไม้เท้าด้ามยาว และข้าวของมากมาย  เรามองแบบทึ่งๆ

หล่อนถามเรา ว่าขึ้นรถเบอร์อะไร และมีปลายทางที่ไหน

 เราแค่บอกว่าสถานีสุดท้าย คุณเธอก็พยักหน้า เป็นเชิงรับรู้  ยังถามเราต่ออีกว่า มาจากไหน

"Thailand" เราตอบตามความเคยชิน  แล้วรถก็มา ชะลอและหยุดลงที่ป้ายอย่างพอดิบพอดี

เราเลือกที่นั่งครู่กับหญิงชราคนนี้ ด้วยความที่รู้สึกว่ายังค้างคาอยู่กับบทสนทนาเมื่อครู่

ขอเรียกว่าคุณยายก็แล้วกันนะ แกก็เล่าต่อว่า สมัยแกอายุยังน้อย แบบเรา แกก็เดินทางมาเยอะเหมือนกัน

 แต่ยังไม่เคยไปประเทศไทย แต่เค้ารู้นะ ว่าบ้านเราอากาศร้อน และคงสวยมากๆ (แอบภูมิใจจัง)

คุณยายถามเราว่าเรียนอะไรอยู่      Art & Design เราตอบกลับไป

เค้าบอกว่าตอนนี้เค้าก็เรียน Psychology อยู่ที่คอลเลจ เหมือนกัน แต่เค้ามีปัญหาเรื่อง Brain damaged

ไปหาหมอมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่หาย ส่วนนึงด้วยอายุที่มากแล้ว

 เราเลยถือโอกาสนี้ ถามอายุคุณยาย ยายแกตอบ หกสิบ

แกเล่าต่อโดยที่เราไม่ได้ถามว่า แกโดนรถชน ตอนช่วง 1960 เทียบเป็นปี พศ ก็คงนานจนรากงอกแล้ว

แล้วตอนนั้น แกต้องหัดเดินใหม่อีกครั้ง ( She said ' I've got to learn how to walk again. It sounds silly, like a little child. I couldn't even stand myself without the stick!" )

 

ตอนแรกเรากะทำใจลอย ด้วยความที่ขี้เกียจฟัง แต่พอฟังแล้ว รู้สึกเหมือนว่า ชีวิตเรานี่สั้นเนอะ

เราชอบผลัดวันเวลาไปเรื่อยๆ  การเขียนก็เหมือนกัน แต่ความจริงเวลาที่มีอยู่มันไม่ได้มากอย่างที่เราคิดเลยนะ

วันพรุ่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ เราไม่ใช่หมอดู เลยฟันธงไม่ได้ ฮ่าๆ

ตอนที่คุณยายแกโดนรถชน คงยังสาว จะรู้สึกยังไงนะ ที่คนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องมาหัดเดินใหม่อีกครั้ง

คงเหนื่อย ทอแท้ และทรมาน

ฟังดูเป็นเรื่องยากมากเลย หลายคนคงท้อ หมดกำลังใจ อาจต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดชีวิต

แต่คุณยายแก สามารถกลับมาเดินใหม่ได้อีกครั้ง อ้อ!  ลืมบอกไปว่า แกเดินได้โดยไม่มีไม้เท้าด้วยนะ

เก่งไหมล่ะ แล้วมันก็มาทำให้เราคิดสะท้อนว่า ถ้าเรายังผลัดวันไปเรื่อยๆ ไม่เริ่มต้นทำทุกอย่างที่เคยอยากทำ

เรากลัว กลัวว่าสักวันเราจะไม่มีความสามารถเพียงพอ ที่จะทำ

 

ส่วนสาเหตุที่คนบนเกาะนี้ เลือกที่จะไม่เข้ามหาวิทยาลัยอย่างประเทศเราตั้งแต่อายุยังน้อย

เพราะว่าไม่สามารถ afford ตัวเองได้  ค่าใช้จ่ายของชีวิตในมหาวิทยาลัยสูงมาก

ครอบครัวส่วนใหญ่จะไม่เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้ เพราะถือว่าโตแล้ว ถ้าอยากเรียนต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด

 

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเข้ามาช่วย ออกเงินให้ทั้งหมดก่อนแล้วให้จ่ายกลับคืนเมื่อมีงานทำหลังเรียนจบ

แต่ก็มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆที่เลือก ที่จะเรียนต่อ เพราะความไม่แน่ใจ ว่าจะสามารถจ่ายกลับคืนได้ทั้งหมด

 

พอนึกถึงตรงนี้ ดีใจมาก มากจริงๆที่เกิดมาเป็นคนไทย

ประเทศที่อบอุนและสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก  จะเรียนมหาลัย ก็ไม่แพงจนไม่มีเงินจ่าย

เมื่อก่อน เราเบื่อมาก ร้อนก็ร้อน อยากให้หิมะตกที่เมืองไทยบ้าง

แต่อีกมุมนึง

เรามีอากาศร้อน มีพระอาทิตย์ให้เห็นทุกวัน ค่าครองชีพก็ไม่แพง

จะชอปปิ้งทีก็ไม่ต้องคิดสักสิบรอบ ว่าจะซื้อดีไหม จะคุ้มมั้ย

กินข้าวนอกบ้านมากกว่าห้าวันต่ออาทิตย์

มีแม่ตามรับตามส่ง มีครอบครั้ว มีเพื่อนที่ห่วงใยกัน

 

เฮ้อ ชีวิตช่างสั้น และไม่แน่นอนจริงๆเนอะ

ไม่รู้จริงๆว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น.....................

สุดท้าย ก็ต้องมาเริ่มเขียนบลอกจนได้ ฮ่าๆๆๆ

 

ปล หากล่องคอมเม้นท์ไม่เจอ เลยลงใหม่นะ

This is a big world, that was a small town but I do miss that damn small town like a child misses their blanket! xoxo